-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------




ทเวนตี้ เซนจูรี่ บอยส์ มหาวิบัติ...ดวงตาถล่มล้างโลก 3 (M Pictures)

กำหนดฉาย
: 7 มกราคม 2553 (เฉพาะโรงภาพยนตร์เอเพ็กซ์ สยามสแควร์)
แนว : แอคชั่น

นักแสดง

          โทชิอากิ คาราซาวะ        รับบท เคนอิจิ     เอนโด
          โทโยคาวะ  เอซึชิ            รับบท โอโช
          ทาคาโกะ โตคิวะ            รับบท ยูกิจิ

ผู้กำกับ : ยูกิฮิโกะ  ทสึสุมิ


จุดเด่น


          - ภาพยนตร์ไตรภาคที่สร้างมาจากการ์ตูนฮิตที่สุด 20th Century Boys ชื่อภาษาไทยว่า "แก๊งนี้มีป่วน" เขียนโดย นาโอกิ อุราซาว่า เปิดตัวครั้งแรกในนิตยสารการ์ตูนรายสัปดาห์ "Shogakukan Big Comic Spirit" ปี 1999 ที่ได้รับรางวัลการ์ตูนยอดเยี่ยมจาก โชงะกุกัง ครั้งที่ 48, โคดันฉะ ครั้งที่ 25 และรางวัลชนะเลิศ ในงาน Media Arts ครั้งที่ 6 ของทบวงวัฒนธรรมญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังโด่งดังจนถูกแปลไปแล้วมากกว่า 11 ประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย

          - ภาพยนตร์ภาค 3 ของไตรภาคเรื่องดัง ที่ลงทุนสูงสุดของญี่ปุ่น บทสรุปของภาพยนตร์ไตรภาค ความลับกำลังจะถูกเปิดเผย ด้วยตอนจบที่เขียนขึ้นมาใหม่ ให้จบแตกต่างจากการ์ตูนต้นฉบับ 


The 20th Century Boys : Chapter 3

          ในปี 2017 เมื่อ "เพื่อน" กลายเป็นประธานาธิปดีโลก เพราะช่วยโลกให้พ้นวิกฤติไวรัสล้างโลกมาได้ เพื่อนกลายเป็นผู้ครองอำนาจสูงสุด ชี้นำสังคมโลกอย่างเด็ดขาด อีกทั้งยังสร้างภาพให้ กลุ่มเคนจิและผองเพื่อน เป็นเหล่าร้ายทำลายล้างโลก เคนจิและผองเพื่อนที่ซ่อนเร้น แฝงตัวอยู่ รอคอยเวลาที่จะกลับช่วยมนุษยชาติไม่ให้ต้องสูญสิ้นไปกับแผนการร้ายของ "เพื่อน"

  ข้อมูลงานสร้าง : บทสรุปที่เป็นความลับอย่างแท้จริง

          ภาพยนตร์ไตรภาค The 20th Century Boys เริ่มถ่ายทำภาคแรก ตั้งแต่เดือนมกราคม 2008 เริ่มเดินกล้องถ่ายทำภาคสุดท้ายของไตรภาค ในเดือน สิงหาคมปีเดียวกัน ปิดกล้องแล้วเสร็จกุมภาพันธ์ ปี 2009 

          จากการ์ตูนดังระดับปรากฏการณ์ เขียนโดย นาโอกิ ยูราซาว่า และ ทาเคชิ นากิซากิ ทีมผู้เขียนการ์ตูนต้นฉบับ และร่วมเขียนบทภาพยนตร์ดัดแปลง แต่ภาพยนตร์ภาค 3 นี้ก็ยังมีทีเด็ด อยู่ที่การดัดแปลงตอนจบให้แตกต่างจากฉบับการ์ตูนภาพที่มีผู้อ่านมากมายทั่ว โลกอีกด้วย   

          นอกจากหนังจะเพิ่มความประหลาดใจด้วยการปรากฏตัวของ "เพื่อน" อีกคน ยังมีสิ่งที่ทำให้ทีมงานต้องถกเถียงอย่างหนัก เพราะต้องเลือกตอนจบจากสองแบบที่ถูกเขียนขึ้นมา แม้กระทั่งหน้าสุดท้ายของเล่มบทหนังก็จะไม่ระบุตอนจบของหนังไว้ เพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล

          แม้แต่เมื่อการถ่ายทำเสร็จสิ้น เวอร์ชั่นตัดต่อพิเศษที่จะฉายพรีวิวก็ยังตัด 10 นาทีสุดท้ายของหนังออก จนกว่าตัวหนังจะเปิดออกฉายจริงสู่สายตาคนดู ผู้คนจึงจะได้รู้บทสรุปที่แท้จริง ของหนัง 20th Century Boys ที่รอคอยกันมาอย่างยาวนาน ทุกๆแห่งที่ไปโปรโมทหนัง จะปกปิดตอนจบไว้อย่างมิดชิด เพื่อให้บทสรุปของหนังไตรภาค เซอร์ไพรส์ ยิ่งกว่าทุกภาคที่ผ่านมา

  ทุ่มเทดิจิตอลชั้นสูง สร้างอนาคตปี 2017

          อีกหนึ่งเหตุผลที่ต้องใช้เวลานานกว่า 1 ปี ระหว่างการออกฉายภาค 1 กับ ภาค 3 นั่นคือ  การสร้างภาพโลกอนาคต ปี 2017 ขึ้นมาด้วยด้วยดิจิตอล เอฟเฟคชั้นสูง  

          ในภาค 3 เหตุการณ์เกิดขึ้นปี 2017 เหตุการณ์ 2 ปีหลังจากภาค 2 "เพื่อน" ได้สถาปนาตัวขึ้นเป็น ประธานาธิปดีโลก ปกครองมนุษย์ให้อยู่ใต้ลัทธิคลั่งผู้นำ ญี่ปุ่นตกอยู่ภายใต้กฎระเบียบของ "เพื่อน" เพื่อนออกคำสั่งเปลี่ยนภูมิทัศน์โตเกียว ปรับสร้างใหม่ให้เป็นตามภาพยุค 1970 ที่เขารัก เกิดเป็นภูมิทัศน์ขัดแย้งกันระหว่างอาคาร "เพื่อน ทาวเวอร์" ที่สุดล้ำยุค กับ บ้านเมืองโตเกียวย้อนยุค 70  

          งานด้านภาพบ้านเมืองที่วาดสร้างขึ้นมาให้สมจริง น่าเชื่อถือด้วยคอมพิวเตอร์ เป็นฝีมือของ บริษัท N-DESIGN เจ้าของผลงานสร้างภาพ CG ในหนังสุดฮิต GOEMON (กำกับฯโดย คาสุอากิ คิริยะ 2009) ทุ่มเทสุดฝีมือสร้างโลกอนาคตตามจินตนาการของผู้แต่ง นาโอกิ อูราซาว่า ให้ออกมาดูสมจริงน่าเชื่อถือ ผลงานชิ้นที่สะดุดตายิ่งใหญ่ต้องจดจำในโลกอนาคตนี้ คือ ป้อมปราการด้านนอกของกำแพงเมืองโตเกียว และสถานีของหน่วยกองกำลังลาดตระเวน จานบินในฉากต่อสู้ท้ายเรื่อง และหุ่นยนต์เดินได้รุ่นปรับปรุงใหม่

 อนาคต จากงานฝีมือมนุษย์

          นอกจากงานสร้างภาพสมจริงด้วยคอมพิวเตอร์แล้ว ฝีมือมนุษย์ยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างฉากต่างๆและส่วนเล็กๆที่ประกอบเป็นโลก อนาคตล้ำยุค ฉากภายนอกของสถานีลาดตระเวน และหมู่บ้านที่อยู่แนวตะเข็บถูกสร้างไว้เชิงภูเขาโตชิจิ สถานที่ซึ่งสตูดิโอโตโฮ มักใช้ถ่ายทำหนังสัตว์ประหลาดกัน รวมทั้ง ก็อดซิล่า ผู้โด่งดังด้วย 

          งานของฝ่ายศิลป์ ยังลงลึกไปในรายละเอียดของย่านคาบูกิโจ (แหล่งรวมสถานบันเทิงชื่อดัง) ในภาค 2 ขนาดของเมืองนั้นกว้างใหญ่ ขนาดต้องใช้สายไฟเดินสายโยงใยราวกับเป็นเมืองย่อม ๆ และในฉากก็มีดารา นักแสดงที่เข้าฉาก โตชิอากิ คาราซาว่า, นาโอโตะ ฟูจิกิ รับบท โซโนะ, โทรุ เทซูกะ และ เคนิชิโร ทานาเบะ รับบท ยูจิโกะ และยูจิโอะ ตามลำดับ และ ซาบุ คาวาฮาร่า รับบท เป็นภารโรง ในฉากยังร่วมด้วยเหล่าทหารในชุดยูนิฟอร์มสีส้ม ทำให้ดูๆไปคล้ายเป็นหนังสัตว์ประหลาด ยิ่งตอนที่ โจ ยาบุกิ มาถึงหมู่บ้านเหนือจริงแห่งนี้ ด้วยมอเตอร์ไซค์ และ สะพายกีต้าร์บนบ่า ดูไปยิ่งคล้ายเห็น อากิระ โยบายาชิ ขี่มอเตอร์ไซค์หลุดออกมาจากซีรีย์ดังยุค 50 เรื่อง  Wataridori อย่างไรอย่างนั้น

          รายละเอียดงานของฝ่ายศิลป์ยังเจาะลึก ในการถ่ายทำซีนยาว ของ สถานีวิทยุ ภายในสถานีวิทยุมีการตบแต่งไว้ด้วยเทปจำนวนมากมายมหาศาล จนรกยุ่งเหยิง แต่ก็ผสมผสานสิ่งที่สะท้อนวัฒนธรรมเดิม ๆ จากความทรงจำไว้มากมาย 

          ส่วนตัวหุ่นยนต์เดินได้ ของศาสตราจารย์ ชิคิชิม่า ก็ถูกสร้างขึ้นในสตูดิโอ โตโฮ ทีมออกแบบผสมผสานโดยใช้รถยนต์ประกอบเข้ากับโครงสร้างเหล็ก ร่วมด้วยโครงสร้างคานของสตูดิโอยึดโยงให้ออกมาเป็นหุ่นยนต์ที่เคลื่อนไหวได้ ดูสมจริง

 The Million Dollars : วงดนตรีแห่งศตวรรษ

          วงดนตรี The Million Dollars วงดนตรีเก่าแก่ของเคนจิ มีมือเบส คือ บิลลี่ ซึ่งรับบทโดย ยูกิฮิโร่ ทาคาฮาชิ นักดนตรีในชีวิตจริง เขาเป็นมือกลอง แต่กลับต้องมารับบทเป็นนักกีต้าร์เบสในหนังเรื่องนี้  

          ยูกิฮิโร่ ทาคาฮาชิ ต้องหัดฝึกซ้อมเครื่องดนตรีเบส แต่ความเป็นนักดนตรีมืออาชีพ ช่วยเขาได้มาก ระหว่างการซ้อมเขายังจับได้ว่า เครื่องดนตรีไหนบรรเลงผิด  นอกเหนือจากการแสดงแอ็คชั่นตามบทบาทหน้ากล้องแล้ว เขายังแต่งเพลง และ เตรียมการบันทึกเสียงสำหรับฉากดนตรี นอกจากนี้ เขายังเป็นคนถ่ายภาพโปสเตอร์วงดนตรีที่ใช้ในหนังอีกด้วย ตัวของ ทาคาฮาชิ เคยมีประสบการณ์แสดงในหนัง ของ โนบุฮิโกะ โอบายาชิ เรื่อง April Fish หรือ Shigatsu no Sakana นับว่า 20th Century Boys เป็นอีกงานสำคัญที่เขาได้แสดงความสามารถด้านการแสดงอีกครั้ง

 10,000 นักแสดงประกอบ กรำสายฝน

          ฉากสำคัญในเรื่อง คือ ฉากแสดงคอนเสิร์ต ที่ต้องใช้นักแสดงประกอบจำนวนนับหมื่นคนมาร่วมฉาก  นับเป็นงานถ่ายทำยากลำบากที่สุดที่ทีมงานต้องเจอ ฉากคอนเสิร์ตนี้ ทีมงานใช้เวลา 2 วันในการถ่ายทำที่ ย่านมินาโกะ เมืองชิบะ ถ่ายกทำกันในช่วงปลายเดือนกันยายน ปี 2008 ซึ่งเป็นช่วงกลางของฤดูมรสุม ก่อนหน้าจะถ่ายทำหนึ่งวัน ก็มีฝนเทกระหน่ำลงมา ทำเอาทีมงานหวาดวิตก ผู้กำกับฯทสึสุมิ เขียนในบล็อกส่วนตัวของเขาว่า ไม่ว่า สภาพอากาศจะเป็นอย่างไร เขาจะออกเดินทางไปสถานที่ถ่ายทำ เป็นอย่างแรกในตอนเช้า เพื่อสร้างขวัญ กำลังใจให้กับทีมงาน และแล้วเมื่อถึงเวลาถ่ายทำจริง ท้องฟ้ากลับเปิดสว่างใส แถมอากาศออกจะร้อนเสียด้วยซ้ำ 

          ท่ามกลางนักแสดงประกอบมากมาย เสียงและพลังที่เปล่งออกมาให้ความรู้สึกเหมือนคอนเสิร์ตกลางแจ้งที่จัดขึ้น มาจริง ๆ ฉากนี้ ทีมงานใช้กล้อง 5 ตัวสำหรับถ่ายทำ รวมทั้งเคลนตัวใหญ่ ตั้งกล้องไว้ให้โฉบเฉี่ยวเก็บภาพมุมสูงของเหล่าตัวประกอบมากมาย ผู้กำกับฯ ควบคุมแบ่งงานให้มุมกล้องของกล้องแต่ละตัว ให้จับภาพพิเศษแตกต่างกัน มุมภาพสำหรับส่วนคนดู, มุมภาพที่เห็นบนเวที, โคลสอัพนักดนตรี และกล้องที่ทำหน้าที่อื่น ๆ แตกต่างกันไป ผู้กำกับฯทสึสุมิ เคยผ่านงานกำกับมิวสิควิดิโอมาแล้ว จึงมีความมั่นใจสูงว่า ภาพที่ได้ออกมาจะดูมีพลัง สมจริงไม่ผิดกับคอนเสิร์ตจริงแน่นอน 

          การถ่ายทำฉากคอนเสิร์ตวันแรก ทีมงานถ่ายการแสดงคอนเสิร์ต ของ นิมิโอะ ฮารุ ในวันที่สองถ่ายทำฉากที่เคนจิปรากฏตัวขึ้นและแสดงดนตรีร่วมกับวงเพื่อนเก่า ของเขา โชคร้ายที่อากาศของวันที่สองไม่เป็นใจนัก มีฝนตกโปรยปรายเป็นระยะ แต่ด้วยทีมงานก็มีทักษะ ประสบการณ์ พวกเขายังคงทำงานถ่ายทำกันท่ามกลางสายฝน และ หาจังหวะเดินกล้องถ่ายทำไปได้จนเสร็จทันตามกำหนดการ นี่เป็นครั้งแรกที่มีการถ่ายทำฉากยาว โดยมีทีมนักแสดงแก็งส์เพื่อนสนิทวัยเด็กเคนจิ มารวมกันครบ ไม่ว่าจะ คาราซาว่า, โตโยคาว่า, ทาคาโกะ, คากาว่า, อิชิดูกะ,มิยาซาโกะ และ ยามาเดระ  มารวมฉากกันครบ เป็นการรวมตัวนักแสดงที่น่าตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจอย่างยิ่ง 

          แม้แต่นักแสดงเอง โคชิอากิ คาราซ่า และ อาราตะ ฟูรุตะ แม้จะเคยมีประสบการณ์แสดงสดบนเวที แต่ก็ไม่เคยแสดงต่อหน้าผู้คนจำนวนนับหมื่นคนเช่นนั้น นักแสดงทั้งสองสารภาพว่า รู้สึกกดดันและตื่นเต้นมาก 

          นักแสดงวัยรุ่น ไอริ ไทระ ผู้ซึ่งรับบทเป็นสาวน้อย คันนะ และ ฮารุกะ  คินามิ ที่แสดงเป็น เคียวโกะ โคอิซูมิ ก็มีอารมณ์ร่วมไปกับผู้คนนับหมื่นที่มาเข้าฉาก  จนแทบจะร้องไห้  

          สำหรับ กีต้าร์ ที่เคนจิใช้แสดงบนเวทีวันนั้น เป็นยี่ห้อ กิ๊บสัน รุ่น เลอ พอนล์  เป็นกีต้าร์ส่วนตัวของผู้เขียน นาโอกะ  ยูราซาว่า เมื่อ คาราซาว่า สังเกตเห็นว่า คอกีต้าร์มีรอยแตก  แต่ยูราซาว่า  เจ้าของกีต้าร์ไม่สนใจอะไรกับแผลที่เกิด เขาบอกว่า กีต้าร์รุ่นนี้ เป็นที่รู้กันว่า แตกง่าย แต่ทุกครั้งที่ซ่อมคอ เสียงจะออกมาดีขึ้น  "กีต้าร์ของผม เป็นของที่เก็บสะสมมา 10 ปีแล้ว และยินดีมากที่ได้นำออกมาเล่นอีก"

 เมื่อมนุษย์เลือดเดือด ปะทะ มนุษย์ธรรมดา

          แม้ว่า เวลา 2 ชั่วโมงในหนังจะไม่สามารถครอบคลุมเรื่องราวทั้งหมดในการ์ตูนมังงะต้นฉบับ 24 เล่มได้ มีรายละเอียดปลีกย่อยจำนวนถึงถูกตัดออกไป แต่เนื้อแท้ที่เป็นแก่นของตัวละครยังต้องรักษาไว้ นักแสดงจึงต้องพยายามเก็บสิ่งเหล่านั้นไว้ให้ครบถ้วนในบทบาทการแสดง 

          ตอนท้ายของหนัง เป็นการเผชิญหน้าระหว่างเคนจิ กับ มันจูเมะ คาราซาว่า ที่รับบท เคนจิ เน้นการแสดงออกที่น้อย แต่ลึกซึ้ง แต่ในฉากนั้น แต่เรนจิ อิชิบาชิ  ผู้รับบท มันจูเมะ กล่าวว่า ไม่สามารถหยุดการโต้ตอบอารมณ์ที่รุนแรงนั้นได้เลยได้ เมื่อเคนจิ, โอตโจะ และ โยชิสึเนะพบความลับของ "เพื่อน" เหล่า นักแสดง โตโยคาว่า และ คากาวะ ที่รับบทเป็น โอตโจะ และโยชิสึเนะ ตามลำดับ ทุกคนร่วมมือร่วมใจ แสดงฉากที่เปี่ยมไปด้วยพลังกระตือรือร้นเต็มที แม้ว่า พวกเขาจะต้องแต่งหน้าเมคอัพเปลี่ยนอายุไปตามท้องเรื่อง หากแต่ก็แสดงอารมณ์ละเอียดอ่อนที่เป็นส่วนลึกของฉากนั้นเป็นไปอย่างสอดคล้อง ยอดเยี่ยม

 เมื่อทาคาโกะ  โตคิวะต้องเป็นนักมวย

          ตั้งแต่ภาค 1 นักแสดงหญิง ทาคาโกะ โตคิวะ ที่รับบทเป็นยูกิจิ ตามเรื่องต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญศิลปะยูโด แต่ทาคาโกะจำต้องใช้สตั้นท์แสดงฉากยูโดแทนเธอไปก่อน จนกระทั่งมาถึงภาคสุดท้ายนี้ ความปรารถนาของทาคาโกะก็เป็นจริง เพราะเธอได้ฝึกฝนการแสดงยูโดด้วยตัวเอง จนเก่งพอที่จะทุ่ม มูซาชิ ผู้ที่ได้ชื่อเป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งคาราเต้และมวย คิตบ็อกซิ่ง ให้คว่ำลงได้  ถึงแม้เขาจะไม่ใช่ผู้เก่งกาจด้านยูโด แต่มูซาชิก็ไม่ใช่คนที่ใครจะถูกจับทุ่มได้ง่าย  ด้วยร่างกายที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามแบบนักกีฬา มุซาชิย้อนรำลึกเหตุการณ์ที่ถูกโตกิวะ จับทุ่มว่า "เธอทุ่มผมได้ลง เป็นประสบการณ์โดนทุ่มที่ดี" ทาคาโกะยังได้รับคำยืนยันจาก ไอโกะ โคอิเกะ ที่รับบท ทาคาสุ ที่พวกเขาแสดงฉากต่อสู้ด้วยกัน

 เด็ก ๆ รัก โตชิอากิ  คาราซาว่า

          มีเด็ก ๆ ท้องถิ่นที่มาดูการถ่ายทำที่โลเคชัน พวกเขามักล้อเลียน เรียก คาราซาว่า ว่า "เคนจิ, มาเล่นกัน" เหมือนกับบทพูดในหนัง ที่เพื่อน ๆ เรียนเคนจินั่นเอง สิ่งนี้ได้สะท้อนความนิยมของ หนัง 20th Century Boys ในหมู่เด็ก ๆ นั่นเอง แม้ตัว คาราซาว่า เอง ยังพูดด้วยความแปลกใจ "ผมคุยกับเด็ก ๆ พวกเขา พวกเขาบอกผมว่า พวกเขาไม่รู้จักเรื่องนี้มาก่อน ถ้าไม่ได้ดูหนังใหญ่" 

  คันนะ ขวัญใจเหล่าหนุ่ม ๆ

          ในหนังภาค 3 นี้ ตัวละครที่เป็นผู้นำต่อต้าน "เพื่อน" คือ คันนะ ที่เป็นที่รู้จักกันในชื่อ ราชินีน้ำแข็ง ในภาคสุดท้ายนี้ หยิบเอาเหตุการณ์ 2 ปี จากภาค 2 ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นคือ ผมของคันนะยาวขึ้นกว่าเดิม และเปลี่ยนเป็นสีดำเข้มขึ้น ซึ่งทำให้ คันนะ ดูเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น  ผู้กำกับฯตัดสินใจจะให้สมาชิกของกลุ่มราชินีน้ำแข็ง ทั้งหมดเป็นหนุ่มหน้าตาดี นักแสดงจาก กลุ่ม D-BOYS และ ชุดคาเมน ไรเตอร์ ซีรีย์มดแดง ปีต่าง ๆ มารับหน้าที่นี้ ในทางกลับกัน กลุ่มผู้ชายในกลุ่มของ โยชิสึเนะ กลับเต็มไปด้วยคาแร็คเตอร์ที่ดูเพี้ยน ประหลาดไปกันหมด

  การปรากฏตัวของนักดนตรีในตำนาน

          นักเขียน นาโอกิ อูราซาว่า ยอมรับว่า ตนเป็นแฟนเพลงของ นักดนตรีชื่อดัง เคนจิ เอนโด (หรือที่รู้จักกันในชื่อ เอน- เคน) และ เอน - เคน ยังร่วมปรากฏตัวในหนังภาคนี้ด้วยในบทของผู้ล่า ซึ่งเคนจิได้พบระหว่างการผจญภัย อูราซาว่า กล่าวว่า "พระเอกของเรา เคนจิ เอนโด ได้พบกับ เคนจิ เอนโด ตัวจริง ที่เขาถูกตั้งชื่อตาม และเป็นผู้กอบกู้ศรัทธาในมนุษยชาติให้เขาด้วย  นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่เชื่อมโยงการ์ตูน ถ่ายทอดมาสู่หนัง"

          นักดนตรี เคนจิ เอนโด เริ่มอาชีพนักดนตรีของเขาในยุค 70 เขาเรียบเรียงเพลงฮิตอย่างไว้มากมาย อาทิ Curry Rice (Kareiraisu), Hoolay to Tokyo (Toukyou wasshoi), The Invincible Man /Fumetsu no Otoko and Scream, Dream!/Yume yo Sakebe

          ในปี 1980 เขาออกอัลบั้ม The Cosmic Rescue/Uchu Boeigun. นักร้องรุ่นเดียวกันกับ เอนโด อย่าง มาซาฮารุ ฟุกุยาม่า ผู้ซึ่งบันทึกเสียงใหม่เพลง A Kiss on the Forehead/Odeko ni Kisu ในอัลบั้มของเขา ฟูกุยาม่า ยังทำซาวด์แทรกอัลบั้ม The Golden Oldies ส่วนเอนโด  ทำอัลบั้มซาวด์แทรกให้หนัง Iden & Tity (กำกับฯโดย โทโมโรโว ทางุจิ) และยังได้กำกับฯหนังสารคดี  เรื่อง The Invincible En-Ken against Budokan Hall/Fumetsu no Otoko Ken-Ken tai Nippon Budokan ด้วย

          สายสัมพันธ์อีกอย่างระหว่าง เอนโต และ หนัง 20th Century Boys คือ ชิโร่ ซาโน ผู้แสดงเป็น ยานโบ และมาโบ ก่อนที่จะเป็นนักแสดง ซาโน่เคยเป็นนักดนตรีแบ็คอัพให้กับ เอนโด ! มาก่อน เมื่อผู้กำกับฯ เห็นเขาแสดงดนตรี จึงหยิบยื่นบทในหนังให้เขา ซึ่งเป็นการเริ่มต้นอาชีพนักแสดง

          แม้ว่า การถ่ายทำส่วนใหญ่ของหนัง จะเสร็จสิ้นในเดือน พ.ย. ปี 2008 หลังจากใช้เวลาถ่ายทำมากกว่า 10 เดือนเพื่อถ่ายทำหนังไตรภาคทั้งหมด แต่ก็ยังมีถ่ายเพิ่มเติม ฉากที่เคนจิ ออกเดินทางร่อนเร่ และหวนคืนสติของตัวกลับมาได้ ฉากนี้ถ่ายทำที่นิอิกาตะ ในปลายเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2009 นับเป็นฉากสุดท้ายของการปิดกล้องหนังไตรภาคที่ถูกรอคอยยาวนาน อย่างแท้จริง





ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก